• ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ อาจเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้

    ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ อาจเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้

    ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ อาจเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้

    การจราจรนับได้ว่าเป็นปัญหาสังคมปัญหาหนึ่งที่มีความสำคัญต่อประเทศชาติ และนับวันจะทวีความรุนแรงของปัญหาเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ โดยมีสาเหตุต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากมายหลายประการ ทั้งความเจริญเติบโตของเมืองหรือชุมชน ที่มีการเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งผู้ขับขี่ บางส่วนยังขาดความรู้ความเข้าใจ มีความคึกคะนอง ขาดวินัย ไม่เคารพกฎหมายจราจร จึงก่อให้เกิดอุบัติเหตุ ทำให้ต้องสูญเสียชีวิตร่างกายและทรัพย์สิน
    ในการนี้เพื่อเป็นการร่วมกันสร้างความรู้ ความเข้าใจ โดยวันนี้ ศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนเมืองพัทยา ขอเสนอเกร็ดความรู้เกี่ยวกับ “ระเบียบวินัยจราจรและกฎหมายจราจร” เรื่อง การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนจากการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ
    การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนมีปัจจัยหลายประการเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยที่ปัจจัยด้านความพร้อมของผู้ขับขี่เป็นปัจจัยประการสำคัญนอกเหนือจาก ปัจจัยด้านสภาวะแวดล้อมและสภาพของรถ เมื่อเห็นภาพข่าวการเกิดอุบัติเหตุ เรามักจะนึกถึงผู้ขับขี่ที่อยู่ในสภาพเมา หลับในหรือไม่ชำนาญเส้นทาง แต่เราไม่เคยตระหนักกันว่าการเสียสมาธิในขณะขับรถ เป็นสาเหตุที่สำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยพฤติกรรมที่ทำให้ผู้ขับขี่เสียสมาธิได้แก่ การคุยกับผู้อื่น ไม่ว่าจะคุยกับผู้โดยสารคนอื่นในรถหรือคุยโทรศัพท์ การปรับเครื่องเสียงหรือวิทยุ การรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่ม การแต่งหน้า แต่งตัว จัดทรงผม และการมีกิจกรรมกับเด็กเล็กที่นั่งอยู่เบาะหลัง
    จากการสำรวจจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั่วประเทศ ระหว่างปี พ.ศ.2548 ถึง 2555 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พบว่าจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในประเทศไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 10-15 ทุกปี จาก 21 ล้านคนในปี 2548 เป็น 44 ล้านคนในปี 2555 จำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือที่เพิ่มขึ้นนี้ อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลให้อัตราการเกิดอุบัติเหตุจราจรในประเทศสูงขึ้น
    การใช้โทรศัพท์มือขณะขับรถทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุสูงขึ้น เนื่องมาจากปัจจัยหลักสามประการ คือ ปัจจัยด้านกายภาพ ปัจจัยด้านการมองเห็น และปัจจัยด้านสมาธิการตัดสินใจ การคุยโทรศัพท์โดยที่ใช้มือข้างหนึ่งถือโทรศัพท์และอีกข้างหนึ่งจับพวงมาลัย ทำให้ไม่สามารถบังคับทิศทางของรถได้สะดวกโดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์กระทัน หันเฉพาะหน้า และหากเป็นรถที่มีระบบเกียร์ธรรมดาด้วยแล้ว ยิ่งมีความเสี่ยงเนื่องจากต้องปล่อยมือข้างที่จับพวงมาลัยมาจับที่คันเกียร์ เพื่อเปลี่ยนเกียร์ หรือบางคนอาจใช้หัวไหล่หนีบโทรศัพท์ไว้กับหูซึ่งก็จะทำให้ผู้ขับขี่ไม่ สามารถชำเลืองมองกระจกส่องท้ายและกระจกด้านข้างรถได้ นอกจากนี้ การกดปุ่มเพื่อรับสาย หรือการค้นหาหมายเลขหรือการกดหมายเลขเพื่อโทรออก หรือการเปิดดูเอสเอ็มเอสหรืออีเมล ก็เป็นเหตุให้ผู้ขับขี่ต้องละสายตาจากถนน ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่วินาที แต่ก็ทำให้ผู้ขับขี่ตอบสนอง เช่น เหยียบเบรคหรือหักพวงมาลัย ได้ช้าลงเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
    ห้าม มิให้ผู้ขับรถใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ขณะขับ เว้นแต่ใช้อุปกรณ์เสริมสำหรับการสนทนา โดยที่ผู้ขับขี่ไม่ต้องถือหรือจับโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น” ซึ่งนักกฎหมายตีความพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือตามกฎหมายนี้ไว้ว่า ครอบคลุมทั้งการสนทนา กดหมายเลขเพื่อโทรออก รับสายโทรเข้า ฟังเพลง เล่นเกม รับ-ส่งหรือดูข้อความหรือพิมพ์ข้อความเอสเอ็มเอสหรืออีเมล ดูภาพ และกิจกรรมอื่นๆ ที่โทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถทำงานได้ ถือเป็นการใช้โทรศัพท์ทั้งสิ้น แต่การกระทำดังกล่าวจะมีความผิดเมื่อผู้ขับขี่ถือหรือจับโทรศัพท์ในขณะขับรถ หากเพียงแต่เปิดลำโพง (สปีคเกอร์ โฟน) แล้ววางโทรศัพท์ไว้ข้างๆ ขณะสนทนา หรือเปิดเพลงจากลำโพง แล้ววางโทรศัพท์ไว้ โดยไม่ได้ถือหรือจับโทรศัพท์ ก็ไม่ถือว่าครบองค์ประกอบในการทำผิดตามข้อหานี้ อย่างไรก็ดี ข้อมูลจากการวิจัยแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การใช้มือถือหรือจับโทรศัพท์ในขณะขับรถหรือไม่นั้น ไม่ใช่สาระสำคัญ แต่ การคุยโทรศัพท์ในขณะขับรถทำให้ผู้ขับเสียสมาธิและมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุสูงกว่าการขับปกติสี่เท่า ผลงานวิจัยดังกล่าว อาจเป็นประโยชน์ในการพิจารณาปรับปรุงกฎหมาย ข้อบังคับต่างๆ ในอนาคต รวมทั้งเป็นข้อมูลสำหรับการเรียนการสอนในสถานศึกษา การให้ความรู้แก่ประชาชน การรณรงค์งดใช้โทรศัพท์ในขณะขับรถ และมารยาทในการใช้โทรศัพท์เมื่อทราบว่าคู่สนทนากำลังขับรถอยู่ เพื่อให้เกิดการขับขี่อย่างปลอดภัย
    สำหรับครั้งหน้าจะเป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับกฎและระเบียบจราจรเรื่องอะไร ท่านสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่างๆ ตามช่องทางดังนี้ เพียงพิมพ์คำว่า prpattaya ใน Facebook Fanpage Instagram Twitter YouTube และ Line@ (พิมพ์ @prpattaya) และ เว็บไซต์ pattayacityevents.com เพียงเท่านี้คุณจะได้รับข่าวสารและกิจกรรมต่างๆ จากเมืองพัทยาง่าย สะดวกรวดเร็ว หรือแจ้งเรื่องราวร้องทุกข์ หรือสอบถามข้อมูลต่างๆ ทาง “สายตรงนายกเมืองพัทยา” หรือหมายเลขโทรศัพท์อัตโนมัติ PATTAYA CONTACT CENTER 1337 ตลอด 24 ชั่วโมง


    ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ
    ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่
    ส่วนอำนวยการ สำนักส่งเสริมการท่องเที่ยว

    Print Friendly, PDF & Email

    © 2016 Web Developer Themes
    ที่อยู่: 171 หมู่ 6 ถนนพัทยาเหนือ ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัด ชลบุรี 20150